2006/Jun/11

สัดเอ๊ย!!! เปรี้ยวๆ เค็มๆ เพราะว่า กูดองบล๊อกอีกแล้ว

ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับ ไม่ต้องตกใจครับ ผมดองบล๊อกมานานแล้ว

จะบอกว่าผมจะดองมันต่อไป ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอเรื่องมาพล่าม

สัญญาครับสัญญา ไม่ดองนานหรอก ป๊าด!

2006/May/28

ผมคิดว่าบางคนอาจจะสงสัยว่า....

"มึงเก่งนักรึไง ไอ้คนเขียนน่ะ"

"เจ้าของบล๊อคทำไมมันหยาบคายจัง"

"โว้ย เขียนอะไรวะ ไม่คิดหน้าคิดหลัง"


ผมอยากจะบอกว่า บล๊อคนี้นะครับ

- บางครั้งเอาไว้ระบายอารมณ์

- เขียนขยะวรรณกรรม

- มีความคิดเห็นส่วนตัว

- เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

และที่สำคัญคือ นี่มันบล๊อคของผม ผมจะเขียนอะไร จะหนักกบาลใครก็ไม่สน อยากมาอ่านเองช่วยไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ

แต่ที่จริงก็จะลดภาษาพ่อขุนรามให้น้อยลงนะครับ คนที่เข้ามาอ่านจะได้ไม่รู้สึกรำคาญ ^^"

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเยี่ยมชมบล๊อคนี้ ก็กรุณา "อ่านซะก่อน" ผมคิดว่าใครเข้ามาอ่านก็คงด่าและนินทาผมอยู่ในใจ


- ระบายอารมณ์

แน่นอน เวลาผมมีอะไรค้างคาในใจก็จะมาเขียนที่นี่ เช่น บ้านไฟไหม้ แมลงสาบบินทั่วบ้าน จิ้งจกฆ่าตัวเองตาย (อันนี้ล้อเล่น)

ไอ้ปรัชญาโง่ๆ พวกนั้นก็มาจากความอึดอัดใจเหมือนกัน ผมก็มีความแค้นมาจากใครบางคนแล้วมาเรียบเรียงเป็นประโยคเดียว

สิ่งที่ระบายออกมาแล้วผมคิดว่ามีข้อคิด จะจัดในหัวข้อ "My Sorrow" ทั้งหมด

อันไหนระบายแล้ว ไม่มีประโยชน์ จะอยู่ในหมวด Literature of Scrap พวกนั้นคือขยะ อ่านไปก็เท่านั้น


- เขียนขยะวรรณกรรม

พวกไดอารง ไดอารี่พวกนี้จะไปอยู่ในขยะวรรณกรรมทั้งหมด เนื่องจาก...

อ่านแล้วไม่มีประโยชน์ เพราะเขียนเกี่ยวกับชีวิตคนเขียน

คนอ่านได้อ่านไปก็เพื่อความสะใจ สมน้ำหน้าคนเขียนมัน นี่ไม่ใช่ชีวิตคนอ่าน

อ่านแล้วไม่ได้ข้อคิด ผมแวะไปอ่านไดอารี่ของเพื่อนแล้ว โคตรจะไร้สาระ

แล้วภาษาที่มันใช้นะ วิบัติมาเลย

ผมจึงคิดว่า ถ้ามันเขียนไดอารี่อย่างนี้นะ เก็บไว้อ่านคนเดียวจะไม่มีใครว่าเลย

อีกอย่างคือ ถ้าคุณได้อ่านมันแล้ว จะถือว่าคุณกำลังเสือกเรื่องชาวบ้าน เสือกชีวิตของคนเขียนทันที

จึงให้มันไปอยู่ใน "Literature of Scrap"


- ความคิดเห็นส่วนตัว

ก็อย่างเช่นพวกเรื่องที่ขัดต่อประชาราชฎร์หน่ะ

สมมติผมเขียนว่า "สี่เหลี่ยม อยู่ไปก็เป็นแค่รูปทรง ไร้ประโยชน์ซะจริง ออกไป๊!!!"

แน่นอนนี่ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว และต้องมีการขัดแย้งกับคนหลายๆคนเลยที่เดียว แต่...

ไม่ผิด ผมไม่ผิดอยู่แล้ว คุณอยากให้สี่เหลี่ยมตั้งอยู่ที่เดิมก็เรื่องของคุณ แต่ผมอยากให้มันกระเด็นออกไป

คุณต้องแยก ความจริง กับ ความคิดเห็นออก จากกัน

หมายความว่าถ้าผมเขียนว่า 1+1 แม่งเท่ากับ 3

โอเค ผมผิด คุณแย้งได้ ด่าได้

แต่ความคิดเห็นคุณขัดแย้งได้ ด่าได้ แต่ผมไม่ผิด

ถือว่าจบเรื่องนี้ ความคิดเห็นจะอยู่ใน "My Sorrow"


- เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

ส่วนมากผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของดนตรี เรื่องของดุริยางค์ศิลป์

จะอยู่ในหมวด "Music Theory"

ถ้าไม่เกี่ยวกับดนตรี ก็อาจจะให้ไปอยู่ใน "My Sorrow"


ในที่สุดก็จบ และได้แอบบอกหมวดหมู่ชนิดของ Entry ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

ปล. ผมชอบสะกดคำว่า "โคตร" ผิด เป็น "โครต" ใครเห็นผมสะกดคำว่า "โคตร" ผิดที่ Entry ไหนกรุณาแจ้งด้วย

2006/May/23

วันนี้ก็หาเรื่องมาพล่ามจนได้ =*=

คิดสดจากเหตุการณ์จริงเลย แต่ก่อนอื่น ก็ขอพล่ามเรื่องอื่น

ไปเจอเพลงที่โดนอีกแล้ว

Moonlight Sonata in C# minor, Op.27, No.2, Movement 3 ของเบโธเฟ่น (Beethoven)

ส่วนมากคงจะได้ฟังแต่ท่อนแรกกัน ที่ผมสนใจคือท่อนที่สามเพราะเดือด เถื่อน นรกและมันส์ดี

ท่อนแรกมันฟังแล้วชวนง่วงและขนลุกนิดหน่อยน่ะ =x="


และ...................ใน.........................................วันนี้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

หนูก็ได้ซีดี Flure ชุดเก่ามาไว้ในครอบครองแล้ว TTwTTd เจ๋งมาก ดิบ เถื่อน มันส์ ดี

รู้สึกว่าเดี๋ยวผมชักจะชอบอะไรเถื่อนๆนะ เพลงที่เล่นกันเถื่อนๆ (เสียงดัง และเมามันส์)

และรวมถึงแผ่นเพลง Mp3 ที่เถื่อน (ลิขสิทธ์)ตอนนี้ก็ยอมรับเลยว่าซื้ออยู่

แต่ไม่ได้หมายความว่าหนูเป็นคนบ้านป่าเมืองเถื่อนแต่อย่างใดนะ TT TT

คือ เวลาหนูจะหาความสุขเข้าตัว ไม่ได้ใช้เทียนไข โซ่ แส้ กุญแจมือ แต่อย่างใดนะ

(กลับมาเรื่องฟลัวร์) แหมก็อย่างที่ว่านะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่คิดจะหาซื้อเพราะชุดนี้มันตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วได้มั้ง

มีข้อบกพร่องนิดหน่อยตรงที่ไม่ค่อยได้ยินเสียงพี่คิวร้อง ทำให้ร้องตามและแกะเนื้อเพลงยาก

แต่ยังไงก็เจ๋งอยู่ดีแหละ ป๊าดดดดดดดด!! =[]=d!!


เข้าเรื่อง เราจะพูดถึงเรื่องการเสื่อมโทรมของภาษาครับ

Ruinous Language หรือภาษาวิบัติ คือ คำ วลี หรือ ประโยคที่เขียนออกมาแล้ว ถึงไม่นับพวกอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

พวกอ่านออกก็ยังอ่านไม่ออก สื่อความหมายไม่ได้ชัดเจน เช่น หวาดดี

ตัวข้างบนนี้รับไม่ได้จริงๆ หวัดดีนี่ก็วิบัติแล้ว แต่ก็ยังโอเค นี่มึงมา"หวาดดี" เหี้ยอะไรล่ะ

อ่านว่า สะ-หวัด เว้ยไม่ใช่ สะ-หวาด มึงเห็นกันไหม เห็นไม้หันอากาศไหมไอ้บรมโง่ สระเสียงสั้นเว้ยไอ้สัด

มึงจะยั่วสวาทกันรึไงหา? สวัส แม่งล่อซะกลายเป็น สวาท

สวัสดีเป็นคำมงคลนะครับ ไอ้พวกแม่งล่อซะเป็นอัปมงคลไปเลย

กลายเป็นว่าความหายของการทักทายคือการยั่วสวาทน่ะดี โว้ย! เป็นพระคุณตายห่า

"โห่ เพ่คัยๆก็ทัมยั่งงี้ทั่งนั้นเรยอ่ะ อิอิ"

ไอ้น้อง แสดงว่าสมัยนี้มีพวกมักง่ายเยอะยั้วเยี้ยเต็มไปหมดแล้วล่ะ

ผมไม่อยากจะมาต่อต้านเรื่องนี้ให้เสียเวลา แต่มันไม่ไหวแล้วครับ ไม่ไหวจริงๆ อ่านแทบไม่ออกเลย

นับวันก็เห็นอยู่เรื่อยๆ อยากจะบีบคอแม่งจริงๆ

Evolution of idiot language

มันเริ่มมาจากการลากเสียงครับ เช่น

อะไร - อารายยยยยยยยยยยยยยยยยยย

นี่แหละครับคือตัวอย่างตัวแปรที่เห็นบ่อยและเกิดวิวัฒนาการ (วิบัติ)

ต่อมามันลองเสียงสั้นมั่ง

อาราย - อารัย

ยังไม่พอๆ มีการเปลี่ยน ล เป็น ร หรือ ร เป็น ล อีก เช่น

เลย - เรย

"เรย" เหี้ยอะไรวะแม่ง จำนวนตัวอักษรเท่ากัน ออกเสียงก็ง่ายกว่า เสือกซัด ร.เรือ มา

นี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง เขียนคำอะไรแม่งย่อหมด ไอ้ที่ย่ออยู่แล้วก็เสือกย่ออีก

"เพ่ๆ เหนหน้างี้ โผมเดะเทพว่ะ"

เอ่อ เทพไหนครับ

"โห่ มั่ยรุจิงๆเหรอ มั่ยติดเทรนเรยอ่ะ"

เทรน อ๋อ Train รถไฟ (มึงก็เอาตัวไปติดกับรถไฟสิ)

"ม่ายช่าย Trend ตะหาก"

(อ้าว พิมพ์ก็พิมพ์เหี้ยเลย เทรนก็รถไฟดิ มึงพิมพ์ว่า "เทร็นด์" สิไอ้ควาย

แล้วไอ้คำว่า Trend เนี่ย มึงล่อทับศัพท์กูจะรู้เรื่องไหม มึงพิมพ์ว่าทันสมัยสิ บอกสิว่ากูไม่ทันสมัย)

ตกลงเดะเทพคืออะไรครับ

"โห่ เด็กกรุงเทพไง ต้องหั้ยพิมซะยาว"

ไอ้สัด แค่นี้มึงก็ขี้เกียจพิมพ์ เขาไม่บังคับให้มึงพิมพ์ว่า "กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลก ภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์" ก็บุญแล้ว

มึงมาเทพเหี้ยอะไร มึงเป็นเด็กเทพมึงก็ฆ่าตัวตายไปเฝ้าพระเจ้าดิไอ้มหาโง่ ไปเดินบนสวรรค์เลย ไม่ต้องมาอยู่ให้ภาษาเสื่อมเสีย

คุณคิดดูก็แล้วกัน พ่อขุมรามคำแหงครับ ออกแบบดัดแปลงภาษาไทยแทบตาย ไอพวกเหี้ยๆทั้งตายทำสลายในวันเดียว

ผมยอมรับว่าเคยใช้ แต่เลิกมานานแล้วครับ ตาสว่างนานแล้ว (แต่ตัวไม่สว่างสักที เฮ้อ)

ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะกีดกันวัฒนธรรมใหม่ทางภาษานะครับ แต่ถ้าวัฒนธรรมใหม่เกิดจากความมักง่ายและขี้เกียจของคน ผมรับไม่ได้จริงๆ

ต้องเข้าใจนะครับว่ามีบางสิ่งที่จะต้องเปลี่ยน และก็มีบางสิ่งที่ไม่ต้องเปลี่ยน

ภาษานี้ คำนี้ สะกดแบบนี้ คนไทยใช้มาหลายศตวรรษแล้ว อย่าเปลี่ยนเลยครับ สงสารคนที่มีอายุมากนะครับ เขาแปลไม่รู้เรื่อง

ฉะนั้นมันไม่ใช่วัฒนธรรมใหม่ มันคือความมักง่าย และการอวดตัวเองว่ากูทันสมัย กูน่ารักเท่านั้นเอง

อย่ามาอ้างเรื่องที่สรรพนามบุรุษที่ 1 เปลี่ยนจาก กู เป็น ฉัน

ถ้าอ้างเรื่องนี้คุณต้องอธิบายได้ว่ามันเพี้ยนมายังไง ทำอะไรต้องมีเหตุผล

ว่างๆจะมาเขียนเรื่อง "อักขยะ Emoticon" (ขอเน้นว่าอักขยะ ไม่ใช่อักษร) ที่มีปัญหากับการอ่านข้อความของผมอีก


ปล. ถึงพวกมึงทั้งหลายที่คิดว่ากำลังถูกด่า จะมาก่อม็อบต่อต้านกูที่บล๊อกกูก็เชิญ เพราะนี่มันบล๊อกกู กูจะเขียนเหี้ยอะไรก็ได้

ผมคิดว่าท่านทั้งหลายคงจะได้ข้อคิดกลับไปนะครับ